จัดอันดับ 8 แข้งลุ้นรางวัลยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก
การขับเคี่ยวแย่งชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจและสูสีเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีใครที่ทำผลงานโดดเด่นแบบม้วนเดียวจบเหมือนในอดีต แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มาที่เรามักจะได้เห็นผู้ชนะที่ชัดเจนล่วงหน้าอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในฤดูกาลก่อน หรือตำนานอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ (2013-14), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (2007-08) และ เธียร์รี่ อองรี (2003-04) ที่ฟอร์มทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงในปีนี้ ถือเป็นความท้าทายของแฟนบอลในการลงคะแนนเสียง เพราะทีมเต็งแชมป์อย่าง อาร์เซน่อล มีขุมกำลังที่เล่นกันเป็นระบบทีมเวิร์กอย่างลงตัวโดยไม่มีใครเด่นเกินหน้าเกินตาใคร ขณะที่ตัวความหวังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ ก็มีช่วงที่ฟอร์มดร็อปลงไปบ้างเมื่อเทียบกับมาตรฐานระดับสูงที่เขาเคยทำไว้ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าชิงทั้ง 8 คนต่างก็เหมาะสมกับรางวัลนี้ โดยมีเกณฑ์การประเมินจาก ฟอร์มการเล่นโดยรวม ความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลอันยาวนาน 38 นัด และความสำคัญที่มีต่อทีม
อันดับ 8 เออร์ลิง ฮาลันด์ (แมนฯ ซิตี้)
สถิติ: ลงเล่น 34 นัด, 26 ประตู, 8 แอสซิสต์
ฮาลันด์กลายเป็นเหยื่อของความสำเร็จตัวเอง แม้การกดไปถึง 26 ประตูในลีกจะเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยม แต่นี่คือสถิติที่น้อยที่สุดเป็นอันดับสามของเขาจากการเล่นพรีเมียร์ลีก 4 ฤดูกาล เจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่า ผู้คนมักจะตกใจเวลาที่เขาทำประตูไม่ได้มากกว่าเวลาที่เขายิงได้เสียอีก ซึ่งคำพูดนี้น่าจะชัดเจนที่สุดในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา เพราะเขายิงประตูที่ไม่ใช่เกมลีกได้เพียงลูกเดียวจากการลงเล่น 13 นัด ระหว่างวันคริสต์มาสถึงกลางเดือนเมษายน
อันดับ 7 ดาบิด ราย่า (อาร์เซน่อล)
สถิติ: ลงเล่น 36 นัด, ชนะ 24, คลีนชีต 18
ราย่าคือบททดสอบสำคัญของเกณฑ์การตัดสินรางวัลนี้ที่ควรเน้นเฉพาะผลงานในพรีเมียร์ลีก นายด่านปืนใหญ่โชว์ฟอร์มเซฟระดับซูเปอร์ฮีโร่ในแชมเปี้ยนส์ลีก และการขาดเขาไปในนัดชิงคาราบาวคัพก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้อาร์เซน่อลพ่ายแพ้ที่เวมบลีย์ แต่ในลีก ความสม่ำเสมอของเขากลับไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก สถิติจาก Opta ระบุว่าจากโอกาสยิงตรงกรอบที่เขาเผชิญ ผู้รักษาประตูระดับค่าเฉลี่ยควรจะเสียแค่ 24 ประตู แต่ราย่าเสียไปถึง 26 ประตู แม้เขาจะใช้เท้าเปิดบอลได้ดีเยี่ยม แต่สถิติการเซฟที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
อันดับ 6 มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)
สถิติ: ลงเล่น 35 นัด, 13 ประตู, 4 แอสซิสต์
หากรางวัลนี้นับเฉพาะปีปฏิทิน 2026 กิ๊บบ์ส-ไวท์ จะอยู่ในอันดับที่สูงกว่านี้มาก กองกลางตัวเก่งของเจ้าป่ามีอาการเป๋ไปบ้างในช่วงต้นซีซั่นจากมหากาพย์การย้ายทีมกับสเปอร์ส และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบของ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ได้ แต่หลังจากที่ ฌอน ไดช์ และต่อด้วย วิตอร์ เปเรยร่า เข้ามาคุมทีม เขาก็กลับมาโชว์ฟอร์มเทพ นับตั้งแต่เปลี่ยนปีปฏิทิน เขากดไปถึง 9 ประตู (ไม่รวมจุดโทษ) พาทัพฟอเรสต์ทำผลงานดีเป็นอันดับ 7 ของลีก น่าเสียดายที่รางวัลนี้ต้องวัดผลกันทั้งฤดูกาล
อันดับ 5 อิกอร์ ติอาโก้ (เบรนท์ฟอร์ด)
สถิติ: ลงเล่น 36 นัด, 22 ประตู, 1 แอสซิสต์
นี่คือฤดูกาลที่น่าทึ่งของดาวยิงชาวบราซิล หลังจากต้องทนทุกข์กับอาการบาดเจ็บหัวเข่าจนได้ลงตัวจริงแค่เกมเดียวในฤดูกาลแรกที่อังกฤษ ติอาโก้กลับมาระเบิดฟอร์มในฤดูกาลนี้ได้อย่างร้อนแรง เมื่อเหลืออีกเพียงสองสัปดาห์ก่อนจบฤดูกาล ศูนย์หน้าวัย 24 ปีรายนี้เป็นรองแค่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, แฮร์รี่ เคน และ เออร์ลิง ฮาลันด์ ในทำเนียบดาวซัลโวของ 5 ลีกใหญ่ยุโรป ซึ่งทั้งสามคนนั้นเล่นให้กับทีมยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งสิ้น
อันดับ 4 กาเบรียล (อาร์เซน่อล)
สถิติ: ลงเล่น 30 นัด, 3 ประตู, คลีนชีต 16
กาเบรียลคือตัวแทนของจุดแข็งที่สุดของอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ นั่นคือความแข็งแกร่งในเกมรับและความอันตรายจากลูกเซ็ตพีซ ปราการหลังชาวบราซิลสร้างความหวาดหวั่นให้คู่แข่งได้เสมอเวลาเติมขึ้นไปในกรอบเขตโทษ และยังคุมพื้นที่ในแดนตัวเองได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่า วิลเลียม ซาลิบา คู่หูในแดนหลังของเขา (ที่ไม่มีชื่อติดโผอย่างน่าประหลาดใจ) ทำผลงานได้เนียนตากว่าในการตามเก็ตกวาดจังหวะอันตราย
อันดับ 3 อองตวน เซเมนโย่ (บอร์นมัธ/แมนฯ ซิตี้)
สถิติ: ลงเล่น 35 นัด, 16 ประตู, 4 แอสซิสต์
เซเมนโย่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกกับบอร์นมัธ โดยมีส่วนร่วม (ยิงและแอสซิสต์) ถึง 38% ของประตูทั้งหมดที่ทีมทำได้ในพรีเมียร์ลีก ฟอร์มอันร้อนแรงนี้เตะตา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จนถูกดึงตัวมาร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ในช่วงกลางฤดูกาล และเขาก็เข้ามาเติมเต็มแนวรุกโฉมใหม่ของเรือใบสีฟ้าในปี 2026 ได้ทันที โดยครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมของทีมนับตั้งแต่ย้ายมา สิ่งเดียวที่อาจทำให้เขาเสียเปรียบคือ การที่บอร์นมัธสามารถทำสถิติไร้พ่าย 15 นัดติดต่อกันได้แม้จะไม่มีเขาอยู่ในทีมแล้วก็ตาม
อันดับ 2 บรูโน่ แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)
สถิติ: ลงเล่น 33 นัด, 8 ประตู, 19 แอสซิสต์
เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล (FWA) มีลุ้นคว้าเบิ้ลรางวัลส่วนตัวในปีนี้ ไม่มีข้อกังขาเลยว่า บรูโน่ คือนักเตะที่ดีที่สุดของแมนฯ ยูไนเต็ดมาตลอดนับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ฤดูกาลนี้เขาสร้างสถิติส่วนตัวที่น่าเหลือเชื่อ โดยกำลังลุ้นทุบสถิติแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาล นอกจากนี้เขายังสร้างโอกาสทำประตูให้ทีมไปแล้วถึง 124 ครั้ง ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง โดมินิค โซบอสซ์ไล จากลิเวอร์พูล ที่ทำได้ 68 ครั้งแบบไม่เห็นฝุ่น จุดอ่อนเดียวของบรูโน่คือผลงานโดยรวมของทีมปีศาจแดงที่ย่ำแย่มาตลอด ก่อนจะมาฟื้นตัวได้หลังจาก ไมเคิล คาร์ริค เข้ามารับงานคุมทีมในเดือนมกราคม
อันดับ 1 ดีแคลน ไรซ์ (อาร์เซน่อล)
สถิติ: ลงเล่น 35 นัด, 4 ประตู, 5 แอสซิสต์
นักเตะที่สำคัญที่สุดของทีมจ่าฝูง ดีแคลน ไรซ์ คือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรางวัลนี้ ในพรีเมียร์ลีกแทบจะหานักเตะที่ครบเครื่องแบบเขาไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคุมจังหวะเกมจากหน้าแผงหลัง, การเล่นประสานงานกับ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ ในระบบมิดฟิลด์คู่ หรือการควบตะบึงสอดขึ้นไปช่วยเกมรุกแบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ไรซ์ทำได้หมดทุกอย่างและพิสูจน์ให้เห็นในแทบจะทุกนัดที่ลงสนาม ดังที่ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีมได้กล่าวชื่นชมไว้ว่า ข้อดีของดีแคลนคือเขามีความสม่ำเสมอ พึ่งพาได้ และคอยอยู่ตรงนั้นเพื่อทีมเสมอ
โพสต์ฮอต
-
พรีวิวฟุตบอล เซเรียอา อิตาลี: ฟิออเรนติน่า vs อตาลันต้า -
พรีวิวฟุตบอล บุนเดสลีก้า เยอรมัน: โวล์ฟสบวร์ก vs เอสซี พาเดอร์บอร์น 07 -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: ลิเวอร์พูล vs เบรนท์ฟอร์ด -
พรีวิวฟุตบอล ลาลิกา สเปน: บาเลนเซีย vs บาร์เซโลน่า -
ไฮไลท์+ยูฟ่ายูโรปาลีก:ไฟร์บวร์ก 0-3 Aston Villa丨ยูฟ่ายูโรปาลีก 2025-2026丨21-05-2026 -
โรนัลโด้คว้าแชมป์ลีกซาอุฯ สมัยแรก! อัล นาสเซอร์ ถล่ม ดามัค 4-1 ผงาดคว้าถ้วยอย่างยิ่งใหญ่



